รู้จักการย้อนวัยด้วยCellยามานากะ ที่ทำคำว่าแก่ไม่ถาวรอีกต่อไป


รู้จักการย้อนวัยด้วยCellยามานากะ ที่ทำคำว่าแก่ไม่ถาวรอีกต่อไป

รู้จักการย้อนวัยด้วย Cell ยามานากะ แนวคิดระดับรางวัลโนเบล ที่ทำให้คำว่า "แก่" ไม่ได้ถาวรอีกต่อไป

ถ้าวงการแพทย์มีช่วงเวลาที่เรียกว่า game changer หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ Shinya Yamanaka อยู่ในลิสต์อย่างไม่มีข้อกังขา

การค้นพบของเขาไม่ได้ทำให้เกิดแค่เทคโนโลยีใหม่ แต่มันเปลี่ยน "วิธีคิด" ของมนุษยชาติที่มีต่อความแก่ไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อเซลล์ที่แก่แล้ว... ถูกตั้งค่าใหม่ได้

รู้จักการย้อนวัยด้วยCellยามานากะ ที่ทำคำว่าแก่ไม่ถาวรอีกต่อไป


ก่อนปี 2006 โลกวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเซลล์ผู้ใหญ่มีเส้นทางชีวิตของมัน - เกิด โต ทำงาน และเสื่อมถอย
ไม่มีทางย้อนกลับ

จนกระทั่งยามานากะพิสูจน์ว่า เซลล์ผิวธรรมดา สามารถถูก "รีเซ็ตสถานะ" ให้กลับไปมีคุณสมบัติคล้ายเซลล์อ่อนวัยได้อีกครั้ง

กุญแจสำคัญคือยีนเพียง 4 ตัวซึ่งภายหลังถูกเรียกรวมกันว่า Yamanaka factors ได้แก่ OCT4, SOX2, KLF4 และ c-MYC

การค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และเป็นเหตุผลที่เขาได้รับ Nobel Prize สาขาการแพทย์ในปี 2012

ย้อนวัย... แต่ไม่ใช่การย้อนเวลา

สิ่งที่ Cell ยามานากะทำ ไม่ใช่การทำให้คนกลับไปหน้าเด็กในชั่วข้ามคืน แต่มันเข้าไปแตะสิ่งที่ลึกกว่านั้นมาก

นักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า Epigenetic age หรือ "อายุของการทำงานของเซลล์"

DNA ของเรายังเหมือนเดิม แต่การเปิด-ปิดยีน การซ่อมแซมตัวเอง และประสิทธิภาพของเซลล์ ถูกตั้งค่าใหม่ให้คล้ายช่วงวัยหนุ่มสาว

ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ มันเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องเดิม แต่ถูกรีเซ็ตระบบให้กลับไปลื่นเหมือนวันแรกที่ซื้อมา

รู้จักการย้อนวัยด้วยCellยามานากะ ที่ทำคำว่าแก่ไม่ถาวรอีกต่อไป


ทำไมต้อง "Partial" ไม่ใช่ "Reset ทั้งหมด"

การเปิด Yamanaka factors แบบเต็มรูปแบบ จะทำให้เซลล์ย้อนกลับไปเป็น stem cell อย่างสมบูรณ์ ซึ่งฟังดูน่าตื่นเต้น... แต่แฝงความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะการกลายพันธุ์และมะเร็ง

งานวิจัยยุคใหม่จึงเลือกทางที่ระมัดระวังกว่าเรียกว่า Partial reprogramming

คือการเปิดยีนเพียงช่วงสั้น ๆมากพอให้เซลล์ฟื้นฟูตัวเองแต่ไม่ถึงขั้นสูญเสียตัวตนเดิม

ผลลัพธ์จากห้องแล็บชี้ไปในทิศทางเดียวกันเซลล์ทำงานดีขึ้นระบบซ่อมแซมมีประสิทธิภาพและอายุทางชีวภาพลดลงโดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงร้ายแรง

แล้ววันนี้... มันอยู่ตรงไหนของโลกความจริง

Cell ยามานากะ มีอยู่จริงในวิทยาศาสตร์แต่ยัง ไม่ใช่การรักษาที่คุณสามารถเดินเข้าไปทำในคลินิกได้

ปัจจุบันมันยังอยู่ในพื้นที่ของ

งานวิจัย

การทดลองในสัตว์

และ clinical trial เฉพาะโรคบางชนิด

ยังไม่มีประเทศใดในโลกที่อนุญาตให้ใช้ Yamanaka factors กับคนทั่วไปไม่ว่าจะเพื่อความงามหรือชะลอวัย

ดังนั้นคำโฆษณาประเภท"Reverse cell ด้วยยามานากะ"ที่พบในบางที่จึงเป็นการยืมชื่อแนวคิดมาใช้ มากกว่าการใช้เทคโนโลยีจริง

แล้วสิ่งที่คลินิกทำอยู่ทุกวันนี้คืออะไร

ทรีตเมนต์ที่เราคุ้นเคย เช่น exosome, growth factor, RF, laser หรือ microneedling ล้วนช่วย "ประคอง" การทำงานของเซลล์

มันทำให้เซลล์ทำงานดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถย้อนอายุระดับ epigenetic ได้แบบ Cell ยามานากะ

พูดให้ตรงที่สุด นี่คือการดูแลเซลล์ให้แข็งแรงไม่ใช่การตั้งค่าเซลล์ใหม่

สิ่งที่แนวคิดนี้กำลังบอกเรา

ความสำคัญของ Cell ยามานากะ อาจไม่ใช่เรื่องว่าเราจะทำมันได้เมื่อไร แต่คือมันพิสูจน์ให้เห็นว่า

ความแก่ ไม่ได้เป็นชะตากรรมถาวรของชีววิทยา

มันคือสัญญาณว่า มนุษย์กำลังเข้าใกล้การเข้าใจกลไกของวัยในระดับที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมา

รู้จักการย้อนวัยด้วยCellยามานากะ ที่ทำคำว่าแก่ไม่ถาวรอีกต่อไป

วันหนึ่งเทคโนโลยีนี้อาจออกจากห้องแล็บ และกลายเป็นการแพทย์ของโลกจริง แต่วันนี้ การรู้เท่าทันมัน คือการแยก "วิทยาศาสตร์" ออกจาก "การตลาด"

และนั่น... คือจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเองอย่างมีสติ ในยุคที่คำว่า anti-aging ไม่ได้หมายถึงแค่ผิวตึง แต่หมายถึงการเข้าใจชีวิตในระดับเซลล์

รู้จักการย้อนวัยด้วยCellยามานากะ ที่ทำคำว่าแก่ไม่ถาวรอีกต่อไป

เครดิต :
เครดิต : ที่นี่ดอทคอม ทันทุกเรื่องฮิต


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์